asianbeat เว็ปไซด์เสนอข้อมูลข่าวสารแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมเยาวชนเอเชีย

  • facebook

Interview Now ~ HIRO SANO ~(2/3)

Interview Now ~ SANO HIRO ~

จุดยืนของผมคืออยู่ระหว่างญี่ปุ่นกับไทย

ab:ใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองไทย โดยเฉพาะช่วงแรก มีเรื่องราวหรือเหตุการณ์อะไรที่น่าตกใจบ้างไหมครับ?
คุณซาโนะ ฮิโระ
ถ้าจะพูดเรื่องนั้น คงจะประมาณหนังสือเล่มนึง (หัวเราะ)

ab:เยอะขนาดนั้นเลยหรอครับ (หัวเราะ)! ขอเป็นเรื่องที่สุดของที่สุดแล้วกันครับ

ตอนนั้นมีถ่ายโฆษณา เลยต้องไปเจอกันที่กองถ่ายตอนตี 5 คนที่มาถึงเวลานั้นมีแค่ตัวเอกกับผมแค่นั้นเอง ช่างไฟ AD ยังไม่มีใครมาเลย ท่ามกลางฟ้ามืดสลัวตอนตี 5 ผมถามตัวเองว่า “ผมมาทำอะไรที่นี่” (หัวเราะ) สรุปคือมาครบทุกคนตอน 7 โมงเช้า หลังจากผมมา 2 ชั่วโมง ตอนนั้นผมได้รับคัลเจอร์ช็อกรุนแรงมาก ที่ญี่ปุ่นโดยเฉพาะเรื่องงานคือทุกคนจะต้องรักษาเวลาสุดๆ จุดนั้นคือความแตกต่างระหว่างคนไทยกับคนญี่ปุ่น ซึ่งผมคิดว่ามันน่าสนใจมาก การที่ได้อยู่ตรงกลาง

ab:ทุกคนมาพร้อมกับขอโทษหรือเปล่าครับ?

“ซุมิมาเซง” ภาษาญี่ปุ่น ภาษาไทยพูดว่า “ขอโทษ” มีความหมายว่า “ลงโทษฉันเถอะ” แต่ว่าคนไทยคิดว่ามันคงไม่ใช่ “ถึงขนาดจะต้องขอโทษ” ตอนนั้นเลยไม่มีใครพูดอะไรเท่าไร ทุกคนมาแบบพูดคุยหยอกล้อกัน หัวเราะกันนิดๆ (หัวเราะ)
ตอนนั้นก็ช็อกมาก แต่ว่าตอนนี้ชินแล้วกับการพูดคุยแบบนั้น ความรู้สึกที่ว่า “ต้องขอโทษ” มันไม่มีแล้ว คนที่มาช้า ส่วนใหญ่ก็จะพูดว่า “กินข้าวรึยัง?” พูดคุยทักทายแบบนั้นตอนมาทำงาน แต่ผมก็คิดนะว่า “ฉันรอแกอยู่นะเฮ้ย!” (หัวเราะ) “กินข้าวรึยัง” เป็นคำทักทายที่คนไทยมักจะใช้กัน เหมือนที่คนโอซาก้าชอบพูดว่า “โมคัตเตะมักก๊า (ได้กำไรไหม)” ประมาณนั้น

ab:เวลาส่วนตัวที่ไทย ทำอะไรบ้างครับ?

ช่วงนี้ชอบไปตกปลาที่ชายหาดครับ คนทั่วไปเวลาไปทะเลจะไปเล่นบานาน่าโบ๊ต ห่วงยาง ดื่มค็อกเทลกัน แต่ผมเอาเบ็ดไปหนึ่งอัน และลองเขวี้ยงลงไปในทะเลดู พอทำแบบนั้นปุ๊บ ตกหมึกได้เยอะเลย! จนชายหาดมีแต่น้ำหมึกเต็มไปหมด (หัวเราะ)

แน่นอนว่าไม่มีใครมาตกแบบผมหรอก ไม่มีใครจะมาตกหมึกแบบนั้นแน่นอน (หัวเราะ) พอเอาหมึกที่ตกได้ไปร้านที่อยู่ละแวกนั้น ถึงแม้จะไม่ใช่ร้านที่ทำเอาหมึกมาทำเป็นอาหาร เขาก็ปรุงอาหารให้ผมนะ สำหรับพวกเขาแล้วมันไม่ได้เป็นการรบกวน แต่เป็นการสนุกด้วยกัน คนไทยจะมีนิสัยใจดี และเป็นประเภทที่ไม่ว่าอะไรก็รับได้เสมอ ผมก็จะขอบคุณด้วยการซื้อเบียร์ และวางทิปให้เล็กๆ น้อยๆ เพลิดเพลินกับสถานที่ที่เป็นอิสระผสมผสานกับลักษณะนิสัยที่เป็นคนง่ายๆ ของคนไทย คือการใช้เวลาในวันหยุดของผม
คุณซาโนะ ฮิโระ
ab:คนไทยรับประทานอาหารไทยเผ็ดๆ จะรับประทานอาหารญี่ปุ่นได้บ้างไหมครับ?

ขึ้นอยู่กับประเภทครับ ถ้าพวกโซบะก็จะรู้สึกว่ารสชาติไม่ถึงใจ เพราะโซบะ มันให้ความรู้สึกเหมือนวาบิซาบิใช่ไหมล่ะครับ มันไม่ค่อยชัดเจน แต่ก็เหมือนจะมีรสชาติ การที่ไม่พูดอะไรชัดเจน เหมือน “การอ่านใจสิ่งที่ต้องการจะสื่อออกมา” เป็นการกระทำที่ดีของคนญี่ปุ่น รสชาติก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน แต่คนไทยไม่เข้าใจอะไรแบบนั้น วัฒนธรรมของพวกเขาจะมีรสชาติแบบต้มยำกุ้ง ที่รู้ชัดเจนเลยว่า “หวาน!” “เผ็ด!” “เค็ม!” รสชาติที่รับรู้ได้ชัดเจนอย่างทงคทสึราเมงแบบรสชาติเข้มข้นถึงได้เป็นที่นิยมอย่างมาก ทงคัทสึที่ราดซอสเยอะๆ กับอุนะจู คนไทยก็ชอบมากนะครับ แต่วิธีการรับประทานคือจะเทชิจิมิ (พริกญี่ปุ่น) ลงบนอุนะจูแบบเยอะมาก ถ้าโต๊ะนั้นมีคนไทยนั่งห้าคน ชิจิมิจะถูกใช้หมดเลยหนึ่งขวด (หัวเราะ)

ab:ขนาดนั้นเลยหรอครับ (หัวเราะ)! เหมือนจะเป็นรสเผ็ดอย่างเดียวเลย (หัวเราะ)

อย่างตอนกินโซบะ โซบะก็จะแดงจัดเลยเพราะเทชิจิมิลงไปเยอะมาก แบบรู้สึกผิดเลยแหละครับ ที่ตรงนั้นไม่มีหรอกวาบิซาบิ (หัวเราะ) อาหารประเภทปลาดิบคนไทยก็ชอบครับ กินโดยจิ้มกับวาซาบิเยอะๆ! ให้รู้สึกขึ้นจมูก เดี๋ยวนี้คนไทยที่รู้ว่าปลาดิบไม่สดมีเยอะมากขึ้น มีบางคนที่ถึงขนาดเริ่มจู้จี้กับเรื่องการรับประทานวาซาบิของจริงด้วย

ab:ขอถามเกี่ยวกับ “SUGOI JAPAN” ครับ เรื่องตลกในรายการก็เป็นหนึ่งในเสน่ห์ที่น่าสนใจ จุดที่จะทำให้คนไทยหัวเราะได้เหมือนกับคนญี่ปุ่นไหม?

จะไม่เหมือนการอ่านใจที่คนญี่ปุ่นถนัด ความตลกแบบอเมริกันโจ๊กที่เข้าใจง่ายและชัดเจนเป็นที่ชื่นชอบมากกว่านะครับ อเมริกันโจ๊กส่วนใหญ่ก็จะมีคนไทยคนอื่นทำออกทีวีไปหมดล่ะ ก็เลยต้องรวมกันระหว่างการเพิ่มความคดสร้างสรรค์ลงไปในความตลกแบบญี่ปุ่น กับอเมริกันโจ๊กที่มีอยู่เต็มไปหมด เป็นรายการตลกที่ผมตั้งใจทำเพื่อออกทีวีอยู่ตอนนี้ครับ จุดยืนของผมคือ “ครีเอทีฟ” ที่อยู่ระหว่างญี่ปุ่นกับไทย (หัวเราะ)
ab:ละครที่เกี่ยวกับเรื่องรักๆ ที่เข้าใจง่ายก็เป็นที่นิยมมากกว่าหรอครับ?

ถ้าเป็นละครล่ะก็ อะไรง่ายๆ แบบพูดไปตรงๆ เลยว่า “ผมรักคุณนะ” ก็เป็นที่ชื่นชอบนะครับ แบบละครญี่ปุ่นเนี่ยเหมือนคนไทยจะไม่สามารถเข้าใจได้นะ (หัวเราะ) สตาฟที่ดูละครญี่ปุ่นบริษัทผมจู่ๆ มาพูดว่า “ทำไมไม่พูดไปเลยล่ะ!” และก็มาโมโหผม (หัวเราะ) ผมเลยอธิบายไปว่าการที่ต้องดูกาลเทศะและไม่สามารถพูดออกไปตรงๆ ได้ คือการกระทำที่ดีของคนญี่ปุ่นนะ

แล้วคนนั้นก็พูดว่า “ไม่เข้าใจนิสัยแบบนี้ของคนญี่ปุ่นเลย ถ้าชอบก็บอกไปเลยสิ” แต่พวกเราคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ก็คิดว่า “การพูดออกไปไม่ได้ก็ขมขื่นไปสิ” (หัวเราะ)

ไม่ใช่แค่ละครอย่างเดียวเท่านั้น คนไทยจริงๆ ก็จะพูดทันทีเลยว่า “ก็ชอบอะ!” “ชอบเธอนะ!” การแสดงออกก็มีทันทีเลยเหมือนกัน เหมือนไม่เข้าใจความหมายของการต้องแอบซ่อนความรู้สึก (หัวเราะ) เหมือนไม่เข้าใจความรู้สึกที่ว่า อยากพูดแต่พูดมได้ ตอนที่จะทำละครให้คนไทยดู จะต้องระวังในส่วนนั้นด้วย
คุณซาโนะ ฮิโระ
ab:ตัวเองก็เปลี่ยนไปเป็นแบบนั้นบ้างหรือเปล่า?

ไม่ครับ ผมมีสวิตช์เปลี่ยนเป็นโหมดไทย โหมดญี่ปุ่น ตอนที่อยู่ไทย ร่างกายก็จะสัมผัสได้ ถ้ามาญี่ปุ่น สวิตช์ของญี่ปุ่นก็จะทำงาน (หัวเราะ) นานๆ ทีถึงจะมีวันนึงที่เกิดเออเรอร์ จู่ๆ สวิตช์ไทยมาทำงานที่ญี่ปุ่น ไปชวนคุย ไปหัวเราะกับคนที่ไม่รู้จักเฉย คนภายนอกก็จะมองผมแบบ “คนนี้น่ากลัวจัง” (หัวเราะ) ตอนนี้ก็เป็นสวิตช์ญี่ปุ่นเต็มตัวแล้ว แต่ตอนถ่ายทำ “SUGOI JAPAN” เนื่องจากเป็นรายการของไทย ก็เลยต้องเปลี่ยนสวิตช์หลายรอบหน่อย

ab:สิ่งที่เป็นเสน่ห์ของญี่ปุ่น ที่คุณซาโนะอยากบอกกับคนไทยมากที่สุดผ่านรายการคืออะไรหรือครับ?

สิ่งที่ผมอยากบอกมากที่สุดก็คือ “คนญี่ปุ่น” ครับ ในจุดที่รักษาความเก่าเอาไว้เป็นอย่างดี แต่ก็มีความเป็นผู้บุกเบิกที่ประสบความสำเร็จ คือค่อยๆ ท้าทายกับเรื่องใหม่ๆ อย่างเช่นเทคโนโลยี ผมคิดว่าพวกเขาสามารถนำทั้งสองอย่างมาผสมผสานกันได้อย่างลงตัว ตอนนี้ไทยก็เป็นประเทศกำลังพัฒนา อาจยังมีบางส่วนที่เหมือนไล่ตามอะไรใหม่ๆ มากจนเกินไป เลยทำให้รู้สึกว่าส่วนดีๆ ที่ไทยมีอยู่มากมาย กำลังจะสูญเสียไปในความเร็วนั้น

ผมมักคิดเสมอว่าอยากให้คนไทยรู้ถึงข้อดีของเก่า ภายในของเก่านั้นมันมีธรรมชาติอยู่ข้างในนะ ที่ญี่ปุ่นก็มีไม้ที่มีอายุมากกว่าสามร้อยปี เช่น ศาลเจ้า เป็นต้น แต่คนไทยจะคิดแบบ “ตัดต้นไม้ สร้างคอนโดดีกว่า” วัฒนธรรมและมุมมองที่พวกเราได้เจอมาในระยะเวลาหลายเดือนปี กระบวนการเหล่านั้น กับความคิดที่อยากจะสืบทอดต่อให้ลูกหลาน หรือคนรุ่นต่อไป เป็นสิ่งที่คนญี่ปุ่นตระหนึกถึงอย่างมาก ความสำคัญของกระบวนการ น้ำหนักของของเก่า เรื่องราวเหล่านั้นผมพยายามที่จะนำออกมาเสนอในรายการให้ได้มากที่สุด นั่นคือสิ่งที่ผมอยากบอกกับคนไทยมากที่สุดครับ