asianbeat เว็ปไซด์เสนอข้อมูลข่าวสารแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมเยาวชนเอเชีย

  • facebook

แนะนำอาหารท้องถิ่นจากฟุกุโอกะ ในกรุงเทพฯ "ร้าน ราเม็ง ซุเทจิ ラーメンステージ"(1/2)

Previous  |  
topimage03.jpg
มาพบกันอีกแล้วกับคอลัมน์พิเศษ “แนะนำร้านเด็ด อาหารดัง จังหวัดฟุกุโอกะ” คราวนี้เราจะมาแนะนำเมนูพิเศษจากร้าน Ramen Suteiji (らーめん ステージ)ซึ่งเป็นร้านราเม็งสไตล์คิวชูแบบดั้งเดิมพร้อมกับลักษณะพิเศษเฉพาะตัวไม่เหมือนใคร ทั้งอาหาร บรรยากาศภายในร้าน หรือแม้กระทั่งกลยุทธิ์การโปรโมทภาพลักษณ์ของราเม็งที่โดดเด่นมากทีเดียว เรียกได้ว่าถือกำเนิดมาเพื่อคนที่สนใจราเม็งสไตล์ญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมยกมาไว้บริการท่าน ณ ใจกลางกรุงเทพมหานครกันแล้ว และครั้งนี้ก็เหมือนเช่นเคย ทางทีมงานอาเซียนบีทเราได้ไปสืบเสาะข้อมูลของร้านนี้ รวมไปถึงเข้าสัมภาษณ์เจ้าของร้านแบบตัวต่อตัว เพื่อให้คุณได้เข้าใจถึงความเป็นมาของร้านนี้อย่างลึกซึ้ง ถ้าพร้อมแล้วไปรู้จักกับสุดยอดร้านราเม็งกันเลย......
ร้าน Ramen Suteiji (らーめん ステージ)ตั้งอยู่ที่สยามสแควร์ซอย 6 ร้านจะอยู่ชั้น 2 ซึ่งจะสังเกตเห็นป้ายชื่อร้านและมีบันไดเล็กๆให้เดินขึ้นไปยังชั้นบน ภายในร้านนี้จะตกแต่งโดยใช้คอนเซ็ปต์ที่โดดเด่นและมีสไตล์ไม่เหมือนร้านอื่นๆ นั่นก็คือ “โรงละครหรือเวทีแห่งสุดยอดราเม็ง” ประกอบกับการใช้ตัวละครดั้งเดิมญี่ปุ่น ชื่อว่า คาบูกิ มาผสมผสานกับชื่อของเมนูแต่ละชนิดให้ลูกค้าได้เพลิดเพลินไปกับบรรยากาศของร้านแบบญี่ปุ่นแท้ๆ พร้อมกับรสชาติอาหารแบบดั้งเดิมเช่นกัน พิธีเปิดร้านอย่างเป็นทางการเริ่มต้นเมื่อ เดือนกรกฎาคม ปี 2555 เจ้าของร้านนี้มีจำนวน 4 ท่าน คือ คุณโบ คุณเต้ คุณเติ้ง และคุณบิ๊ก ปัจจุบันเริ่มเป็นที่รู้จักกันมากขึ้นจากการโฆษณาผ่านสื่อต่างๆ และยังมีการบอกต่อปากต่อปากถึงรสชาติที่โดดเด่นไม่เหมือนใครของที่นี่อีกด้วย

จุดเด่นของราเม็งที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร

เรียกได้ว่าร้านนี้เกิดมาเพื่อคนที่ชื่นชอบน้ำซุปกระดูกหมู หรือที่เรียกว่าทงคตซึราเม็งนั่นเอง เพราะที่นี่เคล็ดลับความอร่อยจะอยู่ที่น้ำซูปกระดูกหมูที่เคี่ยวสดๆนานถึง 8 ชั่วโมงทุกวัน ซึ่งสูตรของร้านนี้เป็นแบบคิวชูดั้งเดิมที่เจ้าของร้านทั้ง 4 คนได้ไปเล่าเรียนการทำราเม็งมาจากญี่ปุ่นโดยตรงกับ มร. โอโบะ ทากาฮิสะ (Mr. Obo Takahisa) ซึ่งเป็นมาสเตอร์ชื่อดังจากร้าน โมฮีกังราเม็ง ณ เมืองคุรุเมะจังหวัดฟุกุโอกะ รสชาติของซุปที่นี่ จะเป็นซุปราเม็งที่มีความเลี่ยนน้อยที่สุด ลักษณะสีของน้ำซุปจะเหมือนน้ำนมข้นๆ เวลาทานจะเสิร์ฟพร้อมกับซอสพริกสูตรพิเศษของร้านที่ไม่เหมือนใคร และผักดองเพื่อเป็นการดับเลี่ยนเพิ่มอีกแรงหนึ่ง ทำให้หมดกังวลเลยว่าจะเลี่ยนจนหมดอารมณ์ทาน นอกจากนี้เส้นราเม็งก็เป็นอีกความภาคภูมิใจที่ทำให้ใครที่ได้ไปทานต้องประทับใจไม่รู้ลืม เพราะเส้นราเม็งที่นี่มีความเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครอย่างแน่นอน ลักษณะเป็นเส้น เล็ก เรียง ตรง ลวกมาเสิร์ฟกันชามต่อชาม อีกทั้งยังสามารถสั่งระดับความนุ่มของเส้นได้อีกด้วย มีทั้ง เส้นหนึบ เส้นปานกลาง และเส้นนุ่ม

กว่าจะมาเป็น Ramen Suteiji

ที่มาของความสำเร็จของร้านราเม็งสุดพิเศษแห่งนี้เกิดจากบุคคลทั้ง 4 ที่มารวมตัวกันด้วยอุดมกาณ์ความชอบในการทานราเม็งเหมือนกัน ก่อนอื่นเรามารู้จักกับพวกเขากันก่อนเลย
คุณโบและคุณบิ๊กเป็นพี่น้องกัน ส่วนคุณเติ้งและคุณเต้ก็สนิทกันมาตั้งแต่สมัยเรียนอยู่มหาวิทยาลัยแล้ว ไม่ว่าจะไปไหนมาไหนก็มักจะไปเที่ยวด้วยกัน ตระเวนกินด้วยกัน ชิมด้วยกัน และทั้ง 4 คนก็มีความผูกพันและชื่นชอบอาหารญี่ปุ่นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ทำให้พวกเขาตัดสินใจที่จะทำธุรกิจร่วมกันเกี่ยวกับร้านราเม็ง โดยใช้ ความสนุก และ ใจรัก เป็นตัวตั้งต้นในการทำร้านนี้ขึ้นมา
ramenstage14.jpg

จุดเริ่มต้นในการเฟ้นหาเคล็ดลับความอร่อยในแบบฉบับของฮะกะตะราเม็ง

ถ้าพูดถึงราเม็งซุปกระดูกหมูหรือทงคตซึราเม็งแล้ว ต้องบอกก่อนเลยว่าต้นกำเนิดรสชาติที่แท้จริงของญี่ปุ่นอยู่ที่จังหวัดฟุกุโอกะ หรือที่เรียกกันว่า ฮะกะตะราเม็ง พวกเขาทั้ง 4 คนจึงออกตามหาที่มาแหล่งความอร่อยนี้ด้วยตัวเองโดยการตระเวนชิมรสชาติราเม็งกว่า 29 ร้านทั่วบริเวณคิวชูของประเทศญี่ปุ่น จนกระทั่งเดินทางไปยังเมืองคุรุเมะ ได้มีโอกาสไปต่อแถวคอยลิ้มลองรสชาติราเม็งของร้าน โมฮีกังราเม็ง และได้พบว่า ร้านนี้แหละคือรสชาติที่ตามหา มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร เส้นราเม็งเล็กเรียวตรง ไม่ว่าจะไปกินร้านไหนก็ยังรู้สึกว่าใจยังวนเวียนอยู่ที่ร้านนี้อยู่ดี ทำให้พวกเขาตัดสินใจที่จะไปเอ่ยคำพูดประโยคหนึ่งแก่เจ้าของร้านราเม็งนี้ว่า “ขอโทษนะครับ ผมเป็นคนไทย ผมขอเป็นลูกศิษย์ได้ไหมครับ”
ด้วยความแตกต่างทางชาติพันธุ์ทำให้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากที่จะขอเป็นศิษย์เรียนรู้กรรมวิธีแบบญี่ปุ่นอย่างแท้จริงได้ ทำให้เขาถูกปฏิเสธมาในครั้งแรก แต่ด้วยความที่ไม่ย่อท้อต่อใจของตัวเองทำให้เขาต้องกลับไปอีกหลายครั้งเพื่อที่จะยื่นขอพิจารณาคำร้องให้เล่าเรียนตามที่ตั้งใจไว้ จนกระทั้งครั้งสุดท้ายที่เขาไปได้ยื่นข้อเสนอกับทางเจ้าของร้านโมฮีกังราเม็งว่า จะพามาเมืองไทยเพื่อตระเวนชิมร้านราเม็ง ด้วยความที่คุณโอโบะเจ้าของร้านไม่เคยเดินทางไปต่างประเทศจึงตัดสินใจเดินทางมาดูว่าราเม็งญี่ปุ่นในประเทศไทยนั้นจะอร่อยจริงหรือไม่ สรุปว่าเขาได้ชิมราเม็งไปกว่า 10 ร้านในเมืองไทย และก่อนจะกลับประเทศญี่ปุ่น เขาได้ลั่นวาจาสุดท้ายกับนักสู้ทั้ง 4 คนของเราว่า “ราเม็งของเราพอจะสู้เขาได้” นั่นหมายความว่า คุณโอโบะยินดีตอบรับให้พวกเขาเป็นลูกศิษย์เป็นที่เรียบร้อย

สู่เส้นทางแห่งการเรียนรู้วิถีแห่งฮะกะตะราเม็ง

ด้วยระยะเวลากว่า 1 ปีแห่งการสั่งสมประสบกาณ์และศึกษาเล่าเรียนศาสตร์แห่งราเม็งจากคุณโอโบะ ทำให้พวกเขาผ่านสิ่งต่างๆและเรียนรู้มันมาได้อย่างเต็มที่ ซึ่งขั้นตอนการเรียนได้ถูกกำหนดเอาไว้อย่างละเอียดละออแล้ว โดยสัปดาห์แรกที่เขาไปที่ร้าน หน้าที่ที่เขาต้องทำนั้น เริ่มตั้งแต่ ขัดพื้น ล้างห้องน้ำ จัดร้าน จัดของ ด้วยเหตุผลที่ว่า หากเราอยากจะเป็นเจ้าของร้านที่ดีได้ เราต้องรู้ขั้นตอนทุกอย่างและต้องทำทุกอย่างในร้านเป็น เพื่อที่จะสามารถสอนลูกน้องได้เป็นอย่างดี สัปดาห์ที่สองของการเรียน คือ การล้างจาน อาจจะแปลกใจว่าทำไมต้องเสียเวลาไปเป็นสัปดาห์ทั้งๆที่มาเพื่อเรียนทำราเม็ง แต่การล้างจานจะทำให้พวกเขาชินกับขนาดและน้ำหนักของชามราเม็งที่มีลักษณะเฉพาะตัว ทุกการฝึกฝนย่อมมีเหตุผลของคุณโอโบะแฝงอยู่นั่นเอง
หลังจากนั่นก็เข้าสู่กระบวนการฝึกต้มซุปราเม็ง เขาต้องคอยเคี่ยวน้ำซุปเป็นประจำนานถึง 8 ชั่วโมงทุกวันเพื่อเตรียมออกขาย และแน่นอนว่าเส้นทางแห่งความสำเร็จนั้นไม่ได้โรยด้วยกลีบดอกไม้เสมอไป ยังมีบทเรียนให้เขาได้เผชิญหน้าอยู่เสมอ เรื่องมีอยู่ว่า คุณเติ้งซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบดูแลซุปทั้งหมดในร้านเอง ต้องคอยตั้งไฟอุ่นซุปที่จะขายตามเวลาที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด มีอยู่วันหนึ่งเขาลืมตั้งไฟซุปที่จะขาย เมื่อถึงเวลาขายปรากฎว่าน้ำซุปเน่าแล้ว เมื่อคุณโอโบะพบว่าเกิดเหตุกาณ์เช่นนี้ขึ้นกลับไม่เอะอะโวยวายแต่อย่างใด แต่กลับให้บทลงโทษแก่เขาโดยการให้อดข้าวเย็น และไม่อนุญาติให้กลับบ้านตามเวลาโดยไม่บอกกล่าวคำพูดใดๆ จนกว่าคุณเติ้งจะเดินไปสารภาพผิดในครั้งนี้ นับว่าเป็นบทเรียนที่ทำให้เขาจดจำมาจนถึงทุกวันนี้ และเขาก็พูดเองเลยว่า “ดีแล้วครับที่ผมผิดพลาดในครั้งนั้น มันเป็นเครื่องเตือนสติว่า ผมจะไม่ทำผิดซ้ำสองอีก”

แนะนำตัวละครเอกประจำร้าน

Suteiji Special

ramenstage13.jpg
เมนูแรกที่เราจะแนะนำให้รู้จักกันก็คือ Suteiji Special (230 บาท+) เมนูนี้เป็นพระเอกของโรงละครแห่งนี้เลยทีเดียว เป็นราเม็งซุปกระดูกหมูสูตรพิเศษของร้าน ปรุงรสชาติตามสูตรดั้งเดิม เส้นราเม็งเล็กเรียวตรงลวกมาเสิร์ฟกันชามต่อชาม เครื่องที่ใส่ประกอบไปด้วยหมูชาชูที่ทางร้านทำเองโดยใช้เนื้อหมูชั้นดีหมักกับโชยุนานกว่า 2 วันเพื่อรสชาติที่อร่อยลงตัว นอกจากนี้ยังมีซอสพริกแดงสูตรพิเศษที่ไม่เหมือนใครเสิร์ฟคู่กับผักดองที่มาช่วยดับความเลี่ยนของน้ำซุปให้ได้รสชาติที่กลมกล่อมกำลังดี

อาหารบนกระทะร้อนกับ ซุปหอมกรุ่น Yaki Kara-Kaedama

เมนูกระทะร้อนนี้มีชื่อว่า Yaki Kara-Kaedama (145 บาท+) เป็นราเม็งกระทะร้อนชื่อดังของทางร้านที่เรียกได้ว่าดูแปลกใหม่ไม่ซ้ำใครและไม่มีใครเหมือน โดยการนำเส้นราเม็งมาลวกแล้วนำมาทอดบนกระทะร้อนๆ ราดด้วยหมูชาชูสับและคลุกเคล้ากับซอสแดงจากนั้นโรยหน้าด้วยต้นหอมและงาเพิ่มรสชาติความหอมอร่อยลงไปได้อย่างดีทีเดียว สิ่งที่ขาดไม่ได้อีกอย่างคือการเสิร์ฟคู่กับน้ำซูปกระดูกหมู โดยจะมีวัฒนธรรมการเสิร์ฟก็คือ พนักงานจะราดน้ำซุปลงบนราเม็งทั้งสิ้น 6 ช้อน และนับเป็นภาษาญี่ปุ่นไปเรื่อยๆ ปิดท้ายด้วยคำว่า “โระคุโร” ที่จะพูดพร้อมกันทั้งร้าน ทำให้บรรยากาศดูคึกคักและอบอุ่นมากเลยทีเดียว

คำว่า "โระคุโร"นั้นในภาษาญี่ปุ่นเป็นคำล่อมาจากคำว่า "ร็อค แอนด์ โรล" ซึ่งเป็นการเล่นคำจากเจ้าของสูตรต้นฉบับโมฮีกังราเม็งที่เน้นสไตล์ฟังค์และร็อคแอนด์โรลนั้นเอง
ramenstage15.jpg
Previous  |  

WHAT’S NEW

EDITORS' PICKS

  • costop_top-01.jpg
  • fukuoka otaku map
  • kn_fukuoka_banner_2.jpg
  • banner_pop_culture.jpg

PRESENTS

asianbeat's present campaign!
  • ◆และสำหรับผู้ร่วมกิจกรรมการโหวตคะแนนกับเรานั้น คอยลุ้นรับของรางวัลเป็นขนมรวมจากเมืองฟุกุโอกะเท่านั้น 1 รางวัลจากเราเลยค่ะ
  • present
  • ◆ขอความกรุณาร่วมกิจกรรมตอบแบบสอบถามสำหรับผู้อ่าน asianbeat (มีของรางวัล)
  • present
  • ◆ตอบแบบสอบถามและลุ้นรับของรางวัล!
    【salire】 ชุดเสื้อแจ๊คเก็ต&ชุดเดรสพร้อมเข็มขัด 1 รางวัล
    【salire】 ชุดเดรสพร้อมเข็มขัด(รูปซ้าย) 1 รางวัล
    【LATO*CALLE】 เสื้อ&ชุดจั๊มสูท 1 รางวัล!
  • present

INFORMATION