[ ICON ] Sebastian Masuda – ผู้เผยแผ่วัฒนธรรม Harajuku Kawaii (2/4)
เริ่มมองเห็นด้านเฉพาะตัวของแฟนๆที่อยู่ทั่วโลกโดยการพัฒนาของ social network

●แฟนคลับ 6%DOKIDOKI ที่มาจากฝรั่งเศสและร้านช้อปเกริ์ลที่ฮาราจุกุ (「Harajuku"kawaii"Experience2010」ในฮาราจุกุ)
――ช่วงเวลาไหนคะที่อยู่ดีๆความนิยมของฮาราจุกุก็แผ่ขยายไปทั่วญี่ปุ่น
Masuda: ก็เริ่มมาจากนิตรสารที่ชื่อ FRUiTS ที่เห็นว่าแฟชั่นนี้น่าสนุก เขาก็เริ่มลงรูปลงในนิตรสารของเขา และบวกกับลูกค้าของเราจะเป็นพวกรักอิสระ ดังนั้นแฟชั่นแบบคัลเลอร์ก็เลยไปไกลถึงต่างประเทศ แต่ก็ได้รับความนิยมพียงแค่ 2-3 ปีที่ Hokoten ล้มในปี 98 ตอนนั้นผมคิดว่าถ้าไม่มี Hokoten วัฒนธรรมนี้ก็ต้องสูญหายไปแน่ ผมกับคุณ Aoki หัวหน้าบรรณาธิการนิตรสาร FRUiTS จึงร่วมมือทำกิจกรรมเพื่อฟื้นวัฒนธรรมนั้นกลับมา แต่ก็ไม่สำเร็จเพราะแฟชั่นแบบเรียบๆได้เข้ามาแทน
วัฒนธรรมแฟชั่นที่เป็นแบบคัลเลอร์ฟูลได้รับความนิยมน้อยลง แบรนด์ต่างๆที่ทำร่วมกันก็ค่อยๆหายไป จนช่วงต้นปี 2000 ทุกอย่างก็ได้จางหายไปอย่างจริงๆจังๆ แต่เนื่องจากแบรนด์ของผมเป็นแบรนด์ไอเด็นดิตี้จึงยังพออยู่ได้ หลังจากนั้นเราก็ขยายธุรกิจไปยังนาโงย่า โอซาก้า และฟุกุโอกะแต่ก็ไม่สำเร็จ ถึงแม้วัฒนธรรมฮาราจุกุจะโด่งดังในโตเกียวแค่ไหน แต่พอเอาไปขายในต่างจังหวัดแล้วกลับไม่ได้เป็นที่ยอมรับ สรุปผมก็เลยต้องปิดกิจการไปและเหลือที่ฮาราจุกุเท่านั้นหลังจากนั้นในปี 2005 เราก็ย้าย
อ้อ เข็มกลัด Kakumei Badge ที่ทางเจ้าของบริษัทที่ต่างจังหวัดบอกว่า ของอย่างนี้ขายไม่ได้หรอก แต่ 10 ปีต่อมากลับเป็นที่นิยมมาก
――ช่วงเวลาไหนที่แบรนด์คุณได้รับความนิยมไปทั่วโลก
Masuda: ช่วงปี 2005 เป็นช่วงที่ใครๆคิดว่าวัฒนธรรมฮาราจุกุกำลังจะหมดไปแล้ว บังเอิญมีเว็ปไซด์หนึ่งชื่อ Myspace
ก่อนหน้านี้เมื่อประมาณปี 2002 นิตรสาร FRUiTS ได้ออกsnapshots และออกจำหน่ายในต่างประเทศ มีผู้อ่านมากมาย แล้วก็
หลังจากที่ 6%DOKIDOKI ลงทะเบียนแอ็คเค้าท์ในMyspace มีคนมาขอเป็นเพื่อนแทบทุกวัน เนื้อหาประมาณว่าชอบฮาราจุกุมาก ชอบร้านคุณมาก มาเปิดร้านที่ประเทศด้วยสิ อะไรทำนองนั้น ที่ผ่านมาก็พอรู้ว่าแบรนด์เราก็เป็นที่นิยมในต่างประเทศเหมือนกัน แล้วยิ่งเห็นหน้าเพจของเด็กๆเหล่านั้นลงรูปเลียนแบบแฟชั่นของทางร้านแล้วก็ยิ่งรู้สึกเป็นปลื้ม ต้องบอกว่าขอบคุณSNS อย่างมากเลยที่ทำให้ผมได้เห็นความเป็นตัวเองของเด็กๆเหล่านี้ในด้านของแฟชั่น
คิดว่าผมเป็นคนแรกที่เอา Harajuku และ Kawaii มารวมกัน

●J-POP SUMMITที่มารวมกันถึง 4 หมื่นคน ถือว่าเป็นสถิติ บนเวที 6%DOKIDOKI (「Harajuku"Kawaii"Experience2010」ในซานฟรานซิสโก)
――ได้ผลตอบรับจากประเทศไหนมากที่สุดคะ
Masuda: อเมริกาและฝรั่งเศสเยอะที่สุดครับ เท่าที่ได้ติดต่อกันกับพวกเขาเหล่านั้น `มาที่ประเทศฉันนะ` ` ถ้าถือของมาฉันจะซื้อ บวกค่าเดินทางไปด้วยได้เลย` จนทำให้เราจัดทัวร์เที่ยวเยอรมัน ลอนดอน และฝรั่งเศสเพราะทนเสียงแฟนคลับไม่ไหว
นั่นก็เมื่อปี 2009 สำหรับที่พัก ทุกคนก็ช่วยกันหาหอพักมหาวิทยาลัยบ้าง ในโบสถ์บ้าง เมื่อกระทั่งในบู๊ทงานอีเว้นท์ลูกค้าที่ไปซื้อที่ร้านบ่อยๆก็ถึงขนาดเตรียมให้ก็มี(หัวเราะ)
ซึ่งในช่วงเดียวกันมีร้านญี่ปุ่นไปเปิดที่ซานฟรานซิสโก เขาก็ขอให้ทางผมไปช่วยงาน opening ร้านเขา รวมถึง ร้านย่อยๆที่ไปเปิดแค่เดือนเดียว
ก็ไปเปิดอีเว้นท์ใช้ชื่อว่า Harajuku Kawaii Experience โดยผมเป็นโปรดิวเซอร์ ส่วนทาง MTV ก็ทำเรื่องของทางเวที
เป็นงานเกี่ยวกับให้เด็กที่ประเทศนั้นมาออดิชั่นโดยแต่งหน้าที่หน้างานเลยและเปิดโอกาสให้ได้ลองแฟชั่นฮาราจุกุของแบรนด์เรา ไม่เท่านั้นเราได้เชิญวงนักร้องจากญี่ปุ่นมาเอนเตอร์เทนต์ด้วย โดยเวทีนั้นมีคนเข้ามาฟังถึง 3 หมื่นคนทีเดียว ช่วงนั้นหนังญี่ปุ่นเรื่อง Shimozuma Monogatari หรือทางฝรั่งเรียกว่า Kamikaze Girls ฮิตกันมาก และผมคิดว่า ผมเป็นแรกที่เขา Harajuku และ Kawaii มารวมกัน
จนกระทั่งปัจจุบันนี้ ที่อเมริกา การ์ตูนหรืออานิเมชั่นญี่ปุ่นต่างก็เป็นที่ยอมรับซึ่งก็มีเด็กหลายคนที่วาดฝันอยากจะมีชีวิตหรือแฟชั่นเหมือนในตัวการ์ตูนนั้น ส่วนเด็กที่ไม่ชอบอ่านการ์ตูนแต่ชอบแฟชั่นของการ์ตูนนั้นก็มีเยอะขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นปีที่วัฒนธรรมญี่ปุ่นได้แผ่ไปอย่างรวดเร็ว

●บรรยากาศแฟชั่นโชว์ที่ Camden Markets (「Harajuku"kawaii"Experience2010」ในกรุงลอนดอน)

●Nicki Minaj หนึ่งในแฟนคลับของร้าน
WHAT’S NEW
EDITORS' PICKS
PRESENTS
asianbeat's present campaign!
- ◆ Winner announced! ลุ้นรับกระดาษสีพร้อมลายเซ็นจากวง คุณ Aoyama Yoshino, คุณ Suzushiro Sayumi สำหรับ 2 ท่าน
- ◆ Winner announced! ลุ้นรับกระดาษสีพร้อมลายเซ็นจากวง Okasaki Miho คุณ Kumada Akane และคุณMindaRyn สำหรับ 2 ท่าน
- ◆Winner announced! ลุ้นรับของรางวัลจาก "เกิดใหม่ทั้งทีก็เป็นสไลม์ไปซะแล้ว Scarlet Bond เวอร์ชั่นภาพยนตร์" สำหรับ 3 ท่าน