[ ICON ] Sebastian Masuda – ผู้เผยแผ่วัฒนธรรม Harajuku Kawaii (1/4)
Previous | Next

การเริ่ม 6%DOKIDOKIก็เหมือนกับการออกนิทรรศการระยะยาว
――ช่วยเล่าถึงที่มาที่ไปของการคิดค้นแบรนด์ 6%DOKIDOKI หน่อยค่ะ
Sebastian Masuda (หลังจากนี้ไปย่อว่าMasuda) : สำหรับตัวเองแล้วไม่ได้ตั้งใจจะสร้าง 6%DOKIDOKI เป็นแบรนด์แฟชั่น จะว่าไปแล้วมันก็คงเริ่มมาจากการที่ได้มีโอกาสเข้าไปทำงานร่วมกับบุคคลทั้งหลายในสายงานแฟชั่นมากกว่า เมื่อตอนที่ผมอายุราวๆ 18 สมัยที่ผมเรียนที่เมืองมัตซึโอะ จ.จิบะ ผมจะมีกลุ่มเพื่อนที่ออกแนวไม่ดีหน่อย ตอนนั้นคิดว่าถ้าเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆท่าทางอนาคตตัวเองจะได้แค่นั่งเล่นปาจิงโกะไปวันๆหรือไม่ก็คงหาทางทำธุรกิจหลอกคนไป (หัวเราะ) คิดอย่างนั้นแล้วก็เลยตัดสินใจไปอยู่โอซาก้าครับ แต่ตอนนั้นไม่มีทั้งเงิน ไม่มีทั้งเพื่อน ก็ได้แต่อยู่เฉยๆ ซึ่งในตอนนั้นบังเอิญได้ไปเจอหนังสือที่ชื่อว่า Sho wo suteyo, Machi he deyo” (หรือแปลตามตัวว่า ทิ้งหนังสือแล้วออกไปในเมือง) ของคุณ Terayama Shuji ที่ห้องสมุดเข้า จริงๆในตอนนั้นก็ไม่ค่อยเข้าใจความหมายของเนื้อหามันเท่าไรหรอกครับ แต่ก็คิดว่าถ้าเราไม่เริ่มทำอะไรสักอย่าง ตัวเองก็จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ก็เลยตัดสินใจกลับเข้าโตเกียว หลังจากที่ได้พบหนังสือเล่มนั้นทำให้ผมคิดเสมอว่า อะไรก็ตามถึงมันจะยากฉันก็จะไม่ท้อ ต้องเดินหน้าต่อไป จริงๆนะครับ มันเป็นเพราะหนังสือของคุณ Terayama Shuji แท้ๆที่ทำให้เป็นจุดเริ่มต้นในการสนใจในเรื่องศิลปะและการละคร
――จากนั้นก็เลยได้เข้าวงการใช่ไหมคะ
Sebastian Masuda (หลังจากนี้ไปย่อว่าMasuda) : สำหรับตัวเองแล้วไม่ได้ตั้งใจจะสร้าง 6%DOKIDOKI เป็นแบรนด์แฟชั่น จะว่าไปแล้วมันก็คงเริ่มมาจากการที่ได้มีโอกาสเข้าไปทำงานร่วมกับบุคคลทั้งหลายในสายงานแฟชั่นมากกว่า เมื่อตอนที่ผมอายุราวๆ 18 สมัยที่ผมเรียนที่เมืองมัตซึโอะ จ.จิบะ ผมจะมีกลุ่มเพื่อนที่ออกแนวไม่ดีหน่อย ตอนนั้นคิดว่าถ้าเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆท่าทางอนาคตตัวเองจะได้แค่นั่งเล่นปาจิงโกะไปวันๆหรือไม่ก็คงหาทางทำธุรกิจหลอกคนไป (หัวเราะ) คิดอย่างนั้นแล้วก็เลยตัดสินใจไปอยู่โอซาก้าครับ แต่ตอนนั้นไม่มีทั้งเงิน ไม่มีทั้งเพื่อน ก็ได้แต่อยู่เฉยๆ ซึ่งในตอนนั้นบังเอิญได้ไปเจอหนังสือที่ชื่อว่า Sho wo suteyo, Machi he deyo” (หรือแปลตามตัวว่า ทิ้งหนังสือแล้วออกไปในเมือง) ของคุณ Terayama Shuji ที่ห้องสมุดเข้า จริงๆในตอนนั้นก็ไม่ค่อยเข้าใจความหมายของเนื้อหามันเท่าไรหรอกครับ แต่ก็คิดว่าถ้าเราไม่เริ่มทำอะไรสักอย่าง ตัวเองก็จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ก็เลยตัดสินใจกลับเข้าโตเกียว หลังจากที่ได้พบหนังสือเล่มนั้นทำให้ผมคิดเสมอว่า อะไรก็ตามถึงมันจะยากฉันก็จะไม่ท้อ ต้องเดินหน้าต่อไป จริงๆนะครับ มันเป็นเพราะหนังสือของคุณ Terayama Shuji แท้ๆที่ทำให้เป็นจุดเริ่มต้นในการสนใจในเรื่องศิลปะและการละคร
――จากนั้นก็เลยได้เข้าวงการใช่ไหมคะ

Masuda: ในตอนนั้นผมได้เรียนรู้ความหมายของศิลปะว่ามันไม่ได้แค่สร้างให้เป็นรูปเป็นร่างหรือให้ดูออกมาเท่ห์เท่านั้น แต่สิ่งที่สำคัญก็คือ concept และ message นั่นเอง เมื่อสมัยต้นๆปี 90 แบรนด์ COMME des GARÇONS จะออกตัวไปแนวสีโมโนโทน นั่นก็คือออกขาวๆดำๆ หรือพวกเหล็กๆหรือลักษณะดิจิตอลซึ่งสมัยนั้นมองว่ามันดูเท่ห์และดูดี สำหรับผมมันก็โอเค แต่ตอนนั้นผมทำสไตล์คัลเลอร์ฟูลออกมาเพื่อแสดงถึงบางอย่างในแนวเรียลลิตี้ ซึ่งสมัยนั้นก็โดนพวกนักศิลปะและนิตรสารด้านศิลปะละครต่างๆโจมตีเข้ามาเยอะครับ (หัวเราะ) ตัวเองเชื่อในทัศนคติโลกของตัวเองแต่ในวุฒิภาวะ 22-23 ของตัวเองในขณะนั้น ไม่มีทั้งประสบการณ์และคำพูดก็เลยไม่สามารถถกเถียงอะไรได้ เมื่อผมคิดถึงหนทางที่จะทำให้ผมได้รับการยอมรับอย่างแท้จริง และผมก็ค้นพบอยู่อย่างหนึ่งที่น่าจะง่ายที่สุด ไม่ว่าคนจะชอบหรือไม่ ก็คือการเปิดร้าน และก็มาดูว่าจะมีคนมาซื้อหรือเปล่า 6%DOKIDOKI ก็เลยเริ่มต้นด้วยการทำเหมือนเปิดนิทรรศการระยะยาว แต่ก็ไม่วายโดนโจมตีเหมือนเดิมว่ามันไม่ใช่ศิลปะบ้างไม่ใช่การสร้างสรรค์บ้าง ผมก็เลยคิดหาที่ที่ของผม ผมก็นึกถึงฮาราจุกุเลย มันเหมาะและเป๊ะที่สุด แต่ในตอนนั้น แน่นอนผมไม่มีเงินเลย ก็ได้แค่เช่าห้องสตูดิโอเล็กๆหลังถนนฮาราจุกุเอา เป็นทั้งที่นอนและเป็นร้านในตัว นั่นก็เลยเป็นที่มาของร้านที่เขาๆเรียกกันว่า “Ura-Hara” หรือ ถนนหลังฮาราจุกุ
เป็นเพราะการได้รับการยอมรับและชมเชยจากคุณ Sophia Coppola ทำให้ทุกวันนี้ 6%DOKIDOKI ได้รับความนิยมอย่างไม่ขาดสาย

●สภาพภายในร้าน 「6%DOKIDOKI」ตอนเปิดใหม่
――ชื่อแบรนด์ 6%DOKIDOKI นี้เป็นมาอย่างไรคะ
Masuda :ร้านที่ขายของแนว DOKIDOKI (ตื่นเต้น)เล็กๆน้อยๆประมาณ 6%
เลข 6 และคำว่า DOKIDOKI มีตัวทรงกลมเยอะและก็ดูน่ารักดี ก็เลยทำเป็นโลโก้ร้านไปครับ ชื่อ DOKIDOKI อาจจะดูแปลกๆต่างจากร้านบูติกทั่วๆไปที่มักจะใช่ชื่อภาษาฝรั่ง แต่ผมมองว่า DOKIDOKI เป็นญี่ปุ่นดีก็เลยมาใช้คำนี้
ตอนแรกก็ตั้งใจว่า จะเปิดร้านกิ๊ฟช๊อปอย่างเดียวแต่เอาไปเอามากลับเห็นลูกค้าเขาโนเรน(ผ้าม่านกั้น)มาผูกตรงหัวบ้าง เอาของเล่นที่ร้านมาทำเป็นแหวนบ้าง ก็เลยเป็นที่มาให้เราทำแนวแฟชั่นตั้งแต่นั้นมาน่ะครับ
――คุณคืดว่าทำไมถึงมีผู้คนเหล่านั้นมารวมตัวกันคะ
Masuda: สมัยนั้นไม่มี Social Network เหมือนสมัยนี้ ดังนั้นทุกคนต้องการที่ที่ที่สามารถรวมตัวกันได้ ดังนั้น “Hokoten” จึงเป็นสถานที่แห่งหนึ่งที่ทุกๆคนมารวมตัวกันเพื่อความบันเทิงทางด้านแฟชั่นทุกๆวันอาทิตย์
Masuda :ร้านที่ขายของแนว DOKIDOKI (ตื่นเต้น)เล็กๆน้อยๆประมาณ 6%
เลข 6 และคำว่า DOKIDOKI มีตัวทรงกลมเยอะและก็ดูน่ารักดี ก็เลยทำเป็นโลโก้ร้านไปครับ ชื่อ DOKIDOKI อาจจะดูแปลกๆต่างจากร้านบูติกทั่วๆไปที่มักจะใช่ชื่อภาษาฝรั่ง แต่ผมมองว่า DOKIDOKI เป็นญี่ปุ่นดีก็เลยมาใช้คำนี้
ตอนแรกก็ตั้งใจว่า จะเปิดร้านกิ๊ฟช๊อปอย่างเดียวแต่เอาไปเอามากลับเห็นลูกค้าเขาโนเรน(ผ้าม่านกั้น)มาผูกตรงหัวบ้าง เอาของเล่นที่ร้านมาทำเป็นแหวนบ้าง ก็เลยเป็นที่มาให้เราทำแนวแฟชั่นตั้งแต่นั้นมาน่ะครับ
――คุณคืดว่าทำไมถึงมีผู้คนเหล่านั้นมารวมตัวกันคะ
Masuda: สมัยนั้นไม่มี Social Network เหมือนสมัยนี้ ดังนั้นทุกคนต้องการที่ที่ที่สามารถรวมตัวกันได้ ดังนั้น “Hokoten” จึงเป็นสถานที่แห่งหนึ่งที่ทุกๆคนมารวมตัวกันเพื่อความบันเทิงทางด้านแฟชั่นทุกๆวันอาทิตย์
และในกลุ่มผู้คนเหล่านั้นก็มีการเอาแฟชั่นของร้านไปใช้ด้วยเพื่อความแต่งต่างเมื่อก่อนลูกค้าจะเป็นผู้ชายส่วนใหญ่ครับ แต่หลังๆอย่างคุณ Tanaka Yasutaka หรือแม้แต่ผู้กำกับโปรโมชั่นวีดีโอ ก็มาใช้ซื้อของกับทางร้านเราเช่นกันครับ
――ได้ยินมาว่า Sophia Coppola มาที่ร้านคุณด้วย
Masuda:ตอนที่เราเปิดร้านเมื่อปี 95เราไม่มีเงินซื้อของเข้าสต๊อคเลยครับ
เราขายเสื้อยืดจากรายการ 24 Hour TV ที่ออกในแต่ละปีและแต่ละสี ตอนนั้นล้วนแล้วแต่สรรหาอะไรมาได้ก็ขายครับ หลังจากนั้นก็มีนิตรสารบางเล่มมาสัมภาษณ์และก็มีวันหนึ่งเขาก็พาคุณ Sophia Coppola มาด้วย เธอชอบร้านของเรามากครับ เธอบอกว่าร้านเราเป็นลักษณะเครซี่และก็ถือว่าเป็นหนึ่งเดียวที่เหมาะกับคำว่าโตเกียวมาก และนั่นก็เลยทำให้เรากลายเป็นที่รู้จักมาจนกระทั่งวันนี้น่ะครับ ตอนนั้นมันเป็นแค่ร้านเล็กๆแต่มีลูกค้าเข้ามาเยอะแยะไปหมดครับ จนเราต้องจำกัดจำนวนลูกค้าเวลาจะเข้ามาซื้อของที่ร้านเลยทีเดียว แต่นั่นมันก็ราวๆปี 96-97
――และนั่นก็เป็นจุดหันเหในชีวิต
Masuda:ใช่ครับ ตอนนั้นลูกค้าเราต้องใส่ที่ที่เราขาย แต่เมื่อเวลาผ่านไปพวกเขาเหล่านั้นก็มาแนะนำว่าพวกเขาอยากใส่อย่างนู้นอย่างนี้ เราพยายามที่จะทำเสื้อยืดออริจินัลโดยรักษาภาพพจน์ของแบรนด์แนวอินดี้ของเราเอาไว้ในวงการตลาด Hokoten ซึ่งเมื่อก่อนเราก็เป็นร้าน select shop แนวอินดี้อยู่แล้ว อย่างเช่น เราขายเสื้อยืด CHAR AZNABLE’S CUSTOM แล้วมันก็กลายเป็นแฟชั่นฮิตในคลับต่างๆ
⇒การที่ 6%DOKIDOKI ได้มีชื่อเสียงไปทั่วโลกอย่างนี้ ได้มีผลตอบรับอย่างไร
――ได้ยินมาว่า Sophia Coppola มาที่ร้านคุณด้วย
Masuda:ตอนที่เราเปิดร้านเมื่อปี 95เราไม่มีเงินซื้อของเข้าสต๊อคเลยครับ
เราขายเสื้อยืดจากรายการ 24 Hour TV ที่ออกในแต่ละปีและแต่ละสี ตอนนั้นล้วนแล้วแต่สรรหาอะไรมาได้ก็ขายครับ หลังจากนั้นก็มีนิตรสารบางเล่มมาสัมภาษณ์และก็มีวันหนึ่งเขาก็พาคุณ Sophia Coppola มาด้วย เธอชอบร้านของเรามากครับ เธอบอกว่าร้านเราเป็นลักษณะเครซี่และก็ถือว่าเป็นหนึ่งเดียวที่เหมาะกับคำว่าโตเกียวมาก และนั่นก็เลยทำให้เรากลายเป็นที่รู้จักมาจนกระทั่งวันนี้น่ะครับ ตอนนั้นมันเป็นแค่ร้านเล็กๆแต่มีลูกค้าเข้ามาเยอะแยะไปหมดครับ จนเราต้องจำกัดจำนวนลูกค้าเวลาจะเข้ามาซื้อของที่ร้านเลยทีเดียว แต่นั่นมันก็ราวๆปี 96-97
――และนั่นก็เป็นจุดหันเหในชีวิต
Masuda:ใช่ครับ ตอนนั้นลูกค้าเราต้องใส่ที่ที่เราขาย แต่เมื่อเวลาผ่านไปพวกเขาเหล่านั้นก็มาแนะนำว่าพวกเขาอยากใส่อย่างนู้นอย่างนี้ เราพยายามที่จะทำเสื้อยืดออริจินัลโดยรักษาภาพพจน์ของแบรนด์แนวอินดี้ของเราเอาไว้ในวงการตลาด Hokoten ซึ่งเมื่อก่อนเราก็เป็นร้าน select shop แนวอินดี้อยู่แล้ว อย่างเช่น เราขายเสื้อยืด CHAR AZNABLE’S CUSTOM แล้วมันก็กลายเป็นแฟชั่นฮิตในคลับต่างๆ
⇒การที่ 6%DOKIDOKI ได้มีชื่อเสียงไปทั่วโลกอย่างนี้ ได้มีผลตอบรับอย่างไร
Previous | Next
WHAT’S NEW
EDITORS' PICKS
PRESENTS
asianbeat's present campaign!
- ◆ Winner announced! ลุ้นรับกระดาษสีพร้อมลายเซ็นจากวง คุณ Aoyama Yoshino, คุณ Suzushiro Sayumi สำหรับ 2 ท่าน
- ◆ Winner announced! ลุ้นรับกระดาษสีพร้อมลายเซ็นจากวง Okasaki Miho คุณ Kumada Akane และคุณMindaRyn สำหรับ 2 ท่าน
- ◆Winner announced! ลุ้นรับของรางวัลจาก "เกิดใหม่ทั้งทีก็เป็นสไลม์ไปซะแล้ว Scarlet Bond เวอร์ชั่นภาพยนตร์" สำหรับ 3 ท่าน